วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555
Nikon in แก่งกระจาน
ป่าแก่งกระจาน ผืนป่าตะวันตกอันยิ่งใหญ่ ผืนป่าอันเป็นเสมือนรอยต่อของระบบนิเวศของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ ต้นน้ำเพชรบุรีอันฉ่ำเย็น และเป็นเสมือนบ้านของสรรพชีวิตนับไม่ถ้วน วันนี้ I AM Nikon จึงเดินทางเข้าไปผจญไพรในป่าแก่งกระจาน เพื่อนำภาพสวยๆ มากฝากเพื่อนๆ ครับ โชคดีที่เราพกพาเลนส์ 500 mm. f4 NANO ไปด้วย จึงได้ทักทายเจ้านกกก (นกกาฮัง) โผบินอยู่อย่างเสรีในช่วงต้นฤดูจับคู่ผสมพันธุ์ของมัน
ที่บ้านกร่างแคมป์ ตอนโพล้เพล้เกือบพลบค่ำ นกแก๊กตัวใหญ่ก็โผบินเหนือหัวเราไปเพื่อกลับรังนอน ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจ ชวนให้รู้สึกว่ามันเป็นสัตว์ที่สง่างามจริงๆ ครับ
ก่อนเข้าแก่งกระจานหนึ่งวัน ฝนตกหนัก ป่าจึงชุ่มชื้นฉ่ำเย็น กระทั่งวันที่เราเข้าป่าผืนฟ้าก็ยังไม่ค่อยกระจ่างใสนัก พบนกจาบคาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนคบไม้ ผึ่งขนสีสวยให้แห้ง ก่อนโผบินจากไป
แสงแรกยามเช้าที่บ้านกร่างแคมป์ วันนั้นเราไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือ เสียงรถยนต์ หรือเสียงจากเทคโนโลยีทันสมัยใดๆ เพราะเราตกอยู่ในอ้อมกอดของป่าใหญ่อันพิสุทธิ์ เป็นผืนป่าที่เต็มไปด้วยความอารี และมีอะไรให้เรียนรู้มากมาย
พอพระอาทิตย์ลอยขึ้นสูงพ้นเหลี่ยมเขา เราก็ได้ยลภาพงามๆ ของใบไม้เปลี่ยนสี สีสันสดใส ใบไม้สีเขียวธรรมดากลายเป็นใบไม้สีเพลิง น่าตื่นตาจริงๆ เลยครับ
แสงแดดอุ่นๆ ที่ส่องเป็นลำเฉียงในยามเช้าและสาย ยังช่วยให้สีเขียวของใบเฟินป่าขนาดใหญ่ เปล่งประกายสดใส สีเจิดจรัส ถ่ายภาพย้อนแสงจึงได้อารมณ์ที่ดูมีชีวิตชีวาแบบนี้เองครับ
แดดอุ่นๆ ยามเช้า ชักชวนให้ผีเสื้อนับร้อยตัวออกมาอาบแดด พร้อมกับดูดกินเกลือแร่จากแหล่งดินโป่งริมลำธาร นี่คือปีกแห่งพงไพร ที่สร้างความสดใสแก่โลก ต่อเติมระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารให้บริบูรณ์ ไม่ขาดตอนครับผม
ปากของผีเสื้อมีลักษณะเป็นหลอดยาวหรือท่อ ม้วนกลับเข้าไปเก็บไว้ในปากได้ครับ ใช้ดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ หรือเกลือแร่จากแหล่งดินโป่งเพื่อเป็นอาหารได้อย่างสบายๆ ภาพนี้ใช้เลนส์ Macro 105 mm. นอนถ่ายราบกับพื้นดิน โดยไม่ใช้แสงแฟลชผสมครับ ผมว่าแสงธรรมชาติเพียวๆ ก็งามดีแล้วนะ
จากบ้านกร่างแคมป์เราขับรถ 4WD ขึ้นสู่จุดชมวิวยอดพะเนินทุ่ง ระหว่างทางจ๊ะเอ๋กับฝูงค่างแว่นถิ่นใต้โดดอยู่บนยอดไม้ใกล้ๆ ระเบรคเอี๊ยด! โชคดีดักถ่ายภาพค่างโผข้ามยอดไม้ได้ ลีลาแบบนี้ไม่เจ๋งจริงทำไม่ได้นะเนี่ยะ การโฟกัสล่วงหน้า และการแพนกล้องตามที่รวดเร็ว บวกกับ ISO และ Speed Shutter ที่เพียงพอ คือเทคนิคเบื้องต้นในการจับภาพแบบเสี้ยววินาทีแบบนี้ล่ะครับ
ภาพประทับใจอีกภาพหนึ่งจากแก่งกระจานคราวนี้คือ ความอบอุ่นที่แม่ค่างแว่นถิ่นใต้มีต่อลูกเกิดใหม่ของมัน ลูกค่างเกิดใหม่จะมีขนเป็นสีทองครับ มันเกาะอยู่ที่อกของแม่ตลอดเวลา โดยตัวแม่จะห้อยโหน กระโดด หรือกินอาหาร ก็จะไม่ยอมให้ลูกห่างจากอกเลยแม้วินาทีเดียว ขณะที่ลูกจะรู้สึกปลอดภัย และดูดดื่มน้ำนมอันทรงคุณค่าในยามที่หิวได้ตลอดเวลาเช่นกัน ไม่ต่างจากมนุษย์เราเลยครับ
ที่ลำธาร 3 ระหว่างทางบ้านกร่างแคมป์-จุดชมวิวพะเนินทุ่ง แดดใสยามสายชักชวนให้เราหยุดรถลงไปถ่ายภาพเงาสะท้อนน้ำ ริ้วพรายน้ำสะท้อนบนหินที่ท้องธารใส งามราวภาพศิลปะชั้นเลิศจากธรรมชาติจริงๆ ครับ
นี่เป็นอีกทริปที่พิสูจน์ให้เราประจักษ์ว่า ธรรมชาติยิ่งใหญ่ ทรงคุณค่า และอุปกรณ์ของ Nikon ก็สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพ สมเป็นอุปกรณ์คู่ใจผมมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีครับ
วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555
ท่องโลกไปกับ D4 Full HD Movie
ไม่มีข้อกังขาใดๆ อีกแล้วครับ สำหรับคุณภาพในการถ่ายวิดีโอในระบบ Full HD และ HD ของ Nikon D4 ในอนาคตอันใกล้นี้ เราคงได้เห็นการถ่ายภาพยนตร์ หรือคลิปวิดีโอเจ๋งๆ แจ๋วๆ ด้วย D4 มากขึ้นอย่างแน่นอน
การเดินทางท่องโลก บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ และความประทับใจ ในรูปแบบภาพนิ่ง (Still Photography) และภาพเคลื่อนไหว (Movie / Clip VDO) ด้วย Nikon D4 คือประสบการณ์ใหม่ที่เปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างแท้จริง
D4 สุดยอด DSLR ของ Professional
ถ้าจะมีกล้องรุ่นใดในโลก ณ วินาทีนี้ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด ก็คงต้องยกให้ Nikon D4 ครับ
ด้วยการพัฒนาที่รวมเอา 4 สุดยอดคุณสมบัติของกล้อง Nikon DSLR มาไว้ด้วยกันใน D4 คือ คุณภาพของภาพที่ได้ (Image Quality) ความรวดเร็ว แม่นยำ (Speed) ความทนทาน ไว้ใจได้ (Durability & Reliability) และการบันทึกภาพยนตร์ในแบบ Full HD และ HD นี่ล่ะครับ D4
ลองมาดูความสามารถคร่าวๆ กัน ว่า D4 พกพาเอาความสุดยอดอะไรมาฝากเราบ้าง :
- ความละเอียด 16.2 ล้านพิกเซล CMOS เซนเซอร์
- ใช้ระบบประมวลผลภาพใหม่ล่าสุด EXPEED 3 จัดการกับไฟล์ภาพคุณภาพสูง ซึ่งเป็นไฟล์ขนาดใหญ่ และรวดเร็ว ไม่ขาดตอน หรือกระตุกในกรณีถ่ายวิดีโอแบบ Full HD
- ค่า ISO 100 ถึง 12800 และขยายได้เป็น 50 ถึง 204800 (ที่ Hi4)
- ถ่ายภาพได้ต่อเนื่องเร็วสูงสุด 11 ภาพ/วินาที ไฟล์ RAW
- เซนเซอร์วัดแสง RGB พัฒนาจากเดิม 1,005-pixels ปรับปรุงเป็น 91,000-pixels
- ระบบ Advance Scene Recognition System จดจำใบหน้าบุคคล
- ระบบ Auto White Balance (AWB) ที่แม่นยำขึ้น
- ระบบ Auto Focus 51 จุด ด้วยเซนเซอร์ตัวใหม่ Advance Multi-CAM 3500 FX จับภาพในที่แสงน้อยถึง -2EV (จากเดิม -1EV ในกล้อง D3s) และโฟกัสติดตามวัตถุเคลื่อนไหวได้ยอดเยี่ยม
- จุดโฟกัส 11 จุด (จาก 51 จุด) ยังคงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อใช้เลนส์รูรับแสงที่ f/8
- เมื่อหมุนตัวกล้องจากแนวนอนเป็นแนวตั้ง หรือแนวตั้งเป็นแนวนอน จุดโฟกัสที่เลือกไว้จะหมุนตามทิศทางการถือกล้องของเราโดยอัตโนมัติ
- ชุดชัตเตอร์ใหม่ ทนทานถึง 400,000 ครั้ง (Cycles) ระบบกลไกเป็นอิสระต่อกัน เพื่อให้ใช้งานได้ยอดเยี่ยม ทั้งการถ่ายภาพนิ่ง และการถ่ายภาพเคลื่อนไหวแบบ Full HD
- การถ่ายภาพวิดีโอ แบบ Full HD D-Movie มีให้เลือก 3 ขนาดภาพ ทั้ง FX-based Movie Format, DX-based Movie Format และการครอบภาพที่ขนาด 1920x1080 ที่ 30 fps/ 25 fps / 24 fps
- ถ่ายวิดีโอต่อเนื่องในระบบ Full HD ได้ยาวนานถึง 29 นาที 59 วินาที (จากเดิมที่ถ่ายได้เพียง 5 นาที)
- D4 พร้อมใช้งานเมื่อเปิดสวิชต์กล้องเพียง 0.12 วินาที และมี Shutter Time Lag เพียง 0.042 วินาที
- Body D4 มีน้ำหนัก 1,180 กรัม (D3s น้ำหนัก 1,240 กรัม)
- ตัว Body ภายนอกโคทผิวพิเศษป้องกันความร้อน เรียกว่า Thermal Shield ทนทานหายห่วง
- ใช้แบบเตอร์รี่รุ่นใหม่ EN-EL 18 (10.8 V / 2000 mAH) ถ่ายได้ 2,600 ภาพ ทนทานอุณหภูมิมากกว่า -10 องศาเซลเซียส!
- ช่องเสียบ Memory Card เป็นแบบ Dual Slot เสียบได้ 2 การ์ดเช่นเดิม แต่ Up Grade ใหม่ ช่องแรกใส่ CF เหมือนเดิม แต่อีกช่องเป็นการ์ด XQD ซึ่ง Nikon พัฒนาร่วมกับ SONY และจะวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 เป็น Memory Card ตระกูลใหม่ ที่มีขนาดอยู่กึ่งกลางระหว่าง CF และ SD โดยเจ้า XQD จะรองรับการบันทึกไฟล์ภาพแบบต่อเนื่องสูงสุดที่ 10 เฟรม/วินาที ได้ต่อเนื่องถึง 100 ภาพ ไฟล์ RAW
- จอ LCD มอนิเตอร์ด้านหลังกล้อง D4 ใหญ่ขึ้นเป็น 3.2 นิ้ว ความละเอียดสูง มุมมองกว้าง
- จอ LCD และปุ่มต่างๆ ของกล้องสามารถมองเห็นในที่มืดได้ (Black Light) ใช้งานในที่มืดได้สบาย
- มีช่องถ่ายโอนข้อมูลด้วยสาย LAN หรือถ่ายโอนข้อมูลผ่านทางเครื่องส่ง Wireless รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ฉลาดขึ้น เร็วขึ้น ทว่าขนาดและน้ำหนักลดลง รุ่น WT-5 Wireless Transmitter สามารถใช้กล้อง D4 ถ่ายภาพพร้อมกันได้ถึง 10 ตัว ในการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว
- D4 ทุก Body มี IP Address ประจำตัว จึงสามารถทำงาน Syn กับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น iPhone, iPad หรือ PC สามารถใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเป็นรีโมทคอนโทรลตัวกล้องได้อย่างน่าอัศจรรย์!
- มีปุ่มเลื่อน Focus และปุ่ม AF-On ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน
สังเกตให้ดี ด้านหลัง Body D4 ข้างๆ จอ LCD ใกล้ปุ่มล็อกจุดโฟกัส (ข้างตัวอักษณ L) มีตัวเซนเซอร์กลมๆ เล็กๆ ที่ใช้ปรับความสว่างของหน้าจอ LCD แบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเข้าไปปรับในเมนูเหมือนแต่ก่อน
อีกไม่นานเกินรอครับ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2012 ผู้ที่สนใจก็จะสามารถเป็นเจ้าของ หรือจับจอง Nikon D4 ได้แล้ว สนใจติดต่อ บริษัท Nikon Sales (Thailand) Co.,Ltd. โทร. 0-2633-5191 www.nikon.co.th
วินาทีเปิดตัว D4 !!!
นักข่าวจากหลายสำนักรุมเก็บภาพกันใหญ่ครับ เมื่อท่านประธานบริษัท Nikon Sales (Thailand) Co., Ltd. มร. เคนจิ คุมาคิ ถือ Nikon D4 พร้อมเลนส์ตัวใหม่ล่าสุด AF-S NIKKOR 85 mm f/1.8 G ไว้ในมือ พร้อมด้วยการรัวชัตเตอร์ 11 Frame/Second เล่นเอาหัวใจเต้มตูมตามกันเลยทีเดียว
มร. เคนจิ คุมาคิ กับ Nikon D4 และเลนส์ใหม่ล่าสุด 85 mm. f/1.8 G
หน้าตาหล่อเหลาของ Nikon D4 พร้อมประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม ซึ่งวิศวกรของ Nikon บรรจงคิดค้นพัฒนาขึ้น ให้จัดวางตำแหน่งตรงกึ่งกลางใน Production Line ระหว่าง D3s และ D3x เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทุกประเภท โดยเฉพาะงาน Press, Sport และ Wild Life ในสภาพแสงน้อยมากๆ และต้องการความไวชัตเตอร์สูงๆ
D4 สุดยอดกล้อง Nikon ที่เรารอคอย!
หลังจากรอคอยกันมานาน วันนี้ 6 มกราคม 2012 ทั่วโลก (เวลา 11.00-12.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) สาวกชาว Nikon โดยเฉพาะเมืองไทยอย่างเรา ก็ได้ยลโฉมกล้อง Digital SLR ระดับสุดยอดของสุดยอด ที่นับว่าคุ้มค่าต่อการรอจริงๆ ครับ Nikon D4 นั่นเอง (ดูได้ตาม link YouTube นี้ครับ http://www.youtube.com/watch?v=vP1x2DbS55E)
นี่ละครับ Invitation Card จากทาง Nikon ที่ผมได้รับ ให้ไปร่วมงานเปิดตัว Nikon D4 อย่างเป็นทางการ เรียกว่าเป็น Official Launch โดยมีท่านประธานบริษัท Nikon Sales (Thailand) Co., Ltd. มร. เคนจิ คุมาคิ เดินทางมาเปิดตัวเจ้า D4 ด้วยตัวเองเลยล่ะครับ
Nikon D4 เปิดตัวต่อทุกสายตาด้วยมาดเข้ม ขรึม บึกบึน มีเสน่ห์เย้ายวนจนห้ามใจไม่ได้
แม้ดูภายนอกรูปลักษณ์จะไม่ได้เปลี่ยนไปจากโครงสร้างของ Body D3, D3s, D3x มากนัก ทว่าจริงๆ แล้ว ความสามารถที่บรรจุอยู่ข้างในนั้น ได้รับการยกเครื่องพัฒนาแทบจะใหม่หมด จนล้ำยุคมากๆ ครับ
ถ่ายภาพคู่กับ D4 ที่รอคอยมานานแสนนาน แต่ก็คุ้มค่าการรอ นับเป็นอีก Generation หนึ่ง ของสุดยอดกล้อง Nikon Digital SLR ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธครับผม
ลองมาดูการ Review Nikon D4 ในเบื้องต้นกันครับ ที่ link YouTube นี้ http://www.youtube.com/watch?v=UzLTGJuR4CQ
วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555
โลกของภาพ MACRO (ตอน 1 : แสงธรรมชาติ)
ในโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ แท้จริงแล้ว ยังมี "โลกใบเล็ก" อีกโลกหนึ่งซ้อนทับอยู่ เป็นโลกที่ถ้าไม่ใส่ใจ หรือไม่สังเกตก็ไม่อาจเห็นได้ ทว่าการใช้ตาเปล่าสำรวจหรือบันทึกภาพขนาดจิ๋วเหล่านี้ อาจไม่ชัดเจน จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์เสริม หรือตัวช่วยนิดหน่อย นี่คือ "การถ่ายภาพมาโคร" (Macro Photography) ตอนที่ 1 เป็นการบันทึกภาพสิ่งเล็กๆ ด้วยแสงธรรมชาติครับ
อุปกรณ์ที่ผมใช้ติดกระเป๋ากล้องประจำ เวลาออกไปท่องธรรมชาติ คือ เลนส์มาโคร 105 mm. f2.8 ของ Nikon ซึ่งเจ้านี่มีกำลังขยาย 1 : 1 หมายความว่า ให้ไซต์ของวัตถุในภาพเท่าขนาดจริงเลยครับ ส่วนอุปกรณ์ที่ผมใช้เป็น "มาโครแบบหลอกๆ" หรือ "ถ่ายภาพกึ่งมาโคร" ซึ่งมีกำลังขยายน้อยลงก็คือ เลนส์ 50 mm. f1.4 และฟิวเตอร์ Close UP No. 4T ของ Nikon ครับ ใช้คู่กันก็ให้ผลได้น่าทึ่งทีเดียว
บางคนบอกว่า เลนส์ 50 mm. คือเลนส์มาโครที่ดีที่สุดในโลก!!! เพราะถ้ามีวงแหวนกลับเลนส์ แล้วใช้เลนส์ตัวนี้ถ่ายภาพ ก็จะให้ผลกำลังขยาย 1 : 1 เท่าเลนส์มาโครแท้เลยล่ะครับ แถมสียังเยี่ยมยอดด้วย!
การถ่ายภาพมาโครจำเป็นต้องใช้ความนิ่งมาก เนื่องจากองศารับภาพของเลนส์แคบ คือจำกัดเฉพาะบางพื้นที่ กล้องไหวนิดเดียวภาพก็เบลอแล้ว ขาตั้งกล้อง, สายลั่นชัตเตอร์ หรือการตั้งโหมดถ่ายแบบตั้งเวลา จึงสำคัญ เพื่อให้กล้องสั่นไหวน้อยที่สุด
ภาพที่ 1 : คือเจ้าตั๊กแตนตำข้าว ที่ จ.ตาก ถ่ายด้วยเลนส์ 50 mm. + Filter Close UP 4T ของ Nikon ให้ภาพออกมาในอารมณ์กึ่ง Macro ได้ดีทีเดียว โดยโฟกัสที่ดวงตาให้คบกริบ ผมชอบเปิดหน้ากล้องกว้างๆ ประมาณ f2-2.8 เพื่อให้ฉากหลังละลาย (Out) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องรู้จักขยับองศากล้องด้วย เพื่อหลบหลีกฉากหลังที่รก ตัวแบบของเราจะได้โดดเด่น ภาพนี้ไม่ใช้ขาตั้งกล้อง แต่อาศัยมือนิ่งครับ ฮาฮาฮา!
ภาพที่ 2 : ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายภาพ Portrait ใบหน้าเจ้าตั๊กแตนตำข้าว ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อเปรียบเทียบกับภาพที่ 1 จะเห็นว่า เลนส์มาโครแท้จะเข้าใกล้วัตถุได้มากกว่า และมีกำลังขยายมากกว่าใช้ Filter Close UP ครับ ภาพนี้ผมยังเปิดหน้ากล้องกว้างสุด เพื่อให้ฉากหลังละลาย
ภาพที่ 3 : ใช้เลนส์ Nikon Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายภาพแมงมุมยืนจังก้าอยู่บนเห็ด ที่ จ.นครราชสีมา อัตรากำลังขยาย detail สีสัน ของเลนส์ตัวนี้น่าประทับใจมาก ผมพยายามเลือกฉากหลังให้รกน้อยที่สุด เพื่อให้ Background ไม่รบกวนตัวแมงมุม แจ่มครับ ส่วนสีสันของเห็ดก็ช่วยให้ภาพดูมีชีวิตชีวา และมี Story ขึ้นด้วย
ภาพที่ 4 : คือใบเฟินในสวนหลังบ้านครับ ภาพนี้ถ่ายตอนเช้า แบบย้อนแสง ประมาณ 10.00 น. ตอนฤดูหนาว แดดยังเฉียงๆ อยู่ เมื่อมองย้อนแสง สีของใบเฟินจึงแจ่มกระจ่างขึ้นมา ฉากหลังก็เลย OUT ไปด้วยสีขาวของไอแดดอุ่น ภาพนี้ใช้เลนส์ Nikon 50 mm. + Filter Close UP 4T เปิดหน้ากล้อง f2 ให้อารมณ์กึ่งมาโครดี แต่ถ้าจะเข้าใกล้ถึงระดับสปอร์ของใบเฟินล่ะก็ ต้องรูปที่ 5 ครับ
ภาพที่ 5 : ภาพนี้ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ของ Nikon ครับ เปิดหน้ากล้องกว้างๆ ตามสไตล์ที่ชอบ แต่ในส่วนกลางภาพที่ต้องการโฟกัสให้คม ก็ต้องไม่พลาดเลยนะ ไม่งั้นจบเห่ทั้งภาพ! ฉากหลังผมเลือกให้เป็นพื้นสีเขียวโล่งๆ เพื่อไม่ให้กวน detail ส่วนหน้าครับ จะเห็นว่าเลนส์มาโครแท้ ให้อัตรากำลังขยายได้มากกว่าภาพที่ 4 ซึ่งใช้เพียง Filter Close UP ช่างภาพคนไหนชอบแบบไหน ก็เลือกเอาได้เลยนะ
ภาพที่ 6 : นี่ก็เป็นอีกภาพที่ผมชอบ ถ่ายจาก จ.เชียงใหม่เมื่อหลายปีก่อน พอดีเดินเที่ยวอยู่ใวัด แต่ตาดันไปเห็นมดเดินต้วมเตี้ยมอยู่บนใบเฟินอ่อนของเฟินข้าหลวงหลังลาย โชคร้าย วันนั้นไม่ได้เอาเลนส์ Macro 105 mm. ไป จึงใช้มุขเก่าคือ เลนส์ 50 mm. f1.4 + Filter Close UP 4T แม้อัตราขยายจะไม่ได้ 1 : 1 แต่ก็ OK ครับ ถือว่าน่าพอใจ เพราะยังเห็นม้วนใบเฟินกับมดตัวน้อย คือรู้ว่ามันกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน
และเช่นเคย ผมไม่ลืมเลือกฉากหลังที่ไม่รบกวนภาพครับ นี่คือหลักสำคัญประการหนึ่งของ Macro
ภาพที่ 7 : ออกจะเป็นภาพแนว Art หรือกึ่ง Abstract (นามธรรม) หรือเป็น Graphic หน่อยๆ นะครับ คือใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายภาพระยะใกล้ให้เห็นเส้นโครงร่างของใบไม้ที่กำลังผลัดใบ เปลี่ยนสี ก่อนปลิดปลิวร่วงหล่นจากต้น ภาพนี้ถ่ายย้อนแสงครับ คือหันกล้องสู้ฟ้า มีพระอาทิตย์อยู่ตรงหน้า มีใบไม้กั้นกลางกล้องกับดวงอาทิตย์ วิธีนี้ทำให้สีของใบไม้ใสกระจ่างขึ้นมา และช่วยโชว์ detail เส้นโครงร่างใบไม้ให้ชัดเจนขึ้น ไม่ต้องใช้แสงแฟลชเลยครับ ฮาฮาฮา
ภาพที่ 8 : ความงามของดอกบัวบานยามเช้ามักดึงดูดให้ถ่ายภาพมาโครได้เสมอเลยล่ะครับ ภาพนี้ถ่ายที่บ้านกรุงเทพฯ ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายเจาะลงไปตรงกลางเกสรดอกบัว แต่ไม่เข้าใกล้เกินไป (จริงๆ ยังเข้าใกล้เกสรตรงกลางได้มากกว่านี้ แต่ผมชอบภาพหลวมๆ ประมาณนี้ครับ) เปิดหน้ากล้องกว้างๆ ให้ชัดเฉพาะเกสรตรงกลาง ที่เหลือเบลอ ให้อารมณ์ภาพฟุ้งฝัน เป็นการโชว์ Form และ Colour ของดอกบัวครับ
ภาพที่ 9 : ภาพนี้ได้มาตอนไปเที่ยวลาวเมื่อ 2 ปีก่อนครับ ที่หลวงพระบาง เป็นภาพดอกชบาที่หน้ารีสอร์ทนั่นเอง แต่ผมไม่ได้เอาเลนส์ Macro ไป เลยใช้เลนส์ Nikon 50 mm. f1.4 + Filter Close UP 4T เปิดหน้ากล้องประมาณ f2 โฟกัสเฉพาะส่วนปลายพู่เกสรที่ห้อยออกมาจากกลีบดอกด้านหลัง ให้อารมณ์ภาพ Art Art Out Out ดีครับ ชอบๆๆๆๆๆๆๆ
ภาพที่ 10 : เป็นภาพมาโครที่ผมชอบมากที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตตัวเอง เพราะผมว่ามัน Art ดี ภาพนี้ได้มาจาก จ.นครพนม เมื่อปี 2011 ครับ ถ่ายตอนหน้าฝนที่วัดอะไรจำไม่ได้แล้ว ใช้ Filter Close Up 4T + เลนส์ Nikon 50 mm. f1.4 โดยภาพนี้กล้าหาญมาก เปิด f1.4 เลย จึงชัดเฉพาะหยดน้ำ อีกทั้งได้ขอบภาพดำมาด้วย ทำให้ภาพไม่แบน มีส่วนมืด ส่วนสว่าง ไล่โทนสีกัน แจ่มอีกเช่นเคยครับ ชอบๆๆๆๆๆ
ภาพที่ 11 : ถ้าขยันตื่นแต่เช้าตรู่ ก็จะได้ภาพมาโครพร้อมหยดน้ำค้างครับ แต่รูปนี้ไม่ใช่ตื่นเช้าธรรมดานะ เพราะเป็นเช้าหน้าฝนที่อากาศน่านอนมาก!!! ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายภาพเจ้าแมงมุมตัวจิ๋ว ที่มีหยดน้ำฝนและหยดน้ำค้างผสมกันอยู่บนใยของมัน การเข้าหาแมงมุมต้องช้ามากๆ หยุดเป็นระยะๆ พอได้ระยะห่างตามต้องการ ก็เริ่มโฟกัส แต่เจอปัญหามีหยดน้ำเยอะ เลนส์วิ่งไม่หยุด โฟกัสไม่ได้ใน Mode Auto จึงเปลี่ยนมาใช้ Mode Manual แทนครับ คราวนี้เปิดหน้ากล้องกว้างๆ เพื่อให้หยดน้ำเบลอเป็นวงกลมสวย แต่ส่วนหัวของแมงมุมชัดพอ ชอบอีกแล้ว ชอบๆๆๆๆๆ
ภาพที่ 12 : เวลาไปเดินเที่ยวป่าดิบแถบภาคใต้ ก็มักจะได้ภาพมาโครสวยๆ แปลกๆ กลับมาเสมอครับ โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี ภาพนี้เป็นจักจั่นงวง ซึ่งเผยปีกในโผล่ออกมา (สีฟ้าดำ) ปีกในนี้ใช้กระพือช่วยให้บินได้ ส่วนปีกนอกที่แข็งๆ สีเขียวลายจุดเหลืองนั้น ไม่ได้ใช้บิน แต่ใช้ปกป้องปีกในไม่ให้ฉีกขาดครับ ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ทำให้ฉากหลังละลายไปเลย
ภาพที่ 13 : นี่ก็เป็นจักจั่นงวงอีกชนิดครับ เจ้านี่พบที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้ภาพมาเมื่อหน้าฝนปี 2011 ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 โดยใช้มือถือครับ ไม่ได้ใช้ขาตั้ง ค่อยๆ ขยับเข้าหามันช้าๆ สลับกับหยุดนิ่ง พอได้ระยะก็โฟกัสมือ (Mode Manual) ไปที่ดวงตาและงวงของมัน ผมเลือกใช้หน้ากล้องกว้างๆ เพื่อให้ฉากหลังละลาย แลกกับ detail บนตัวมันที่ต้องสูญเสียไป
สรุปว่า การถ่ายภาพ Macro แบบแสงธรรมชาตินั้น สามารถทำได้ทั้งตามแสงและย้อนแสง สามารถถ่ายภาพได้ทั้งด้วยมือและใช้ขาตั้งกล้อง สามารถกระทำได้ทั้งด้วยการเปิดหน้ากล้องกว้างและแคบ ไม่มีหลักตายตัวครับ ที่สำคัญอีกอย่างคือ การเลือกฉากหลัง (Background) ต้องส่งเสริมให้วัตถุที่ต้องเก็บภาพ (Subject) โดดเด่น สามารถใช้ได้ทั้งการถ่ายแบบ Auto Focus และ Manual Focus แล้วแต่ว่าด้านหน้าเลนส์มีอะไรขวางอยู่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การฝึกฝน ชั่วโมงบิน และการพิจารณาของช่างภาพแต่ละคนครับ
ไม่มีถูกผิดหรอก ความสวยของแต่ละคนต่างกัน อย่าเครียดเลย ถ่ายภาพให้สนุก เดี๋ยวออกมาสวยเอง เชื่อผมเถอะครับ ฮาฮาฮา
อุปกรณ์ที่ผมใช้ติดกระเป๋ากล้องประจำ เวลาออกไปท่องธรรมชาติ คือ เลนส์มาโคร 105 mm. f2.8 ของ Nikon ซึ่งเจ้านี่มีกำลังขยาย 1 : 1 หมายความว่า ให้ไซต์ของวัตถุในภาพเท่าขนาดจริงเลยครับ ส่วนอุปกรณ์ที่ผมใช้เป็น "มาโครแบบหลอกๆ" หรือ "ถ่ายภาพกึ่งมาโคร" ซึ่งมีกำลังขยายน้อยลงก็คือ เลนส์ 50 mm. f1.4 และฟิวเตอร์ Close UP No. 4T ของ Nikon ครับ ใช้คู่กันก็ให้ผลได้น่าทึ่งทีเดียว
บางคนบอกว่า เลนส์ 50 mm. คือเลนส์มาโครที่ดีที่สุดในโลก!!! เพราะถ้ามีวงแหวนกลับเลนส์ แล้วใช้เลนส์ตัวนี้ถ่ายภาพ ก็จะให้ผลกำลังขยาย 1 : 1 เท่าเลนส์มาโครแท้เลยล่ะครับ แถมสียังเยี่ยมยอดด้วย!
การถ่ายภาพมาโครจำเป็นต้องใช้ความนิ่งมาก เนื่องจากองศารับภาพของเลนส์แคบ คือจำกัดเฉพาะบางพื้นที่ กล้องไหวนิดเดียวภาพก็เบลอแล้ว ขาตั้งกล้อง, สายลั่นชัตเตอร์ หรือการตั้งโหมดถ่ายแบบตั้งเวลา จึงสำคัญ เพื่อให้กล้องสั่นไหวน้อยที่สุด
ภาพที่ 1 : คือเจ้าตั๊กแตนตำข้าว ที่ จ.ตาก ถ่ายด้วยเลนส์ 50 mm. + Filter Close UP 4T ของ Nikon ให้ภาพออกมาในอารมณ์กึ่ง Macro ได้ดีทีเดียว โดยโฟกัสที่ดวงตาให้คบกริบ ผมชอบเปิดหน้ากล้องกว้างๆ ประมาณ f2-2.8 เพื่อให้ฉากหลังละลาย (Out) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องรู้จักขยับองศากล้องด้วย เพื่อหลบหลีกฉากหลังที่รก ตัวแบบของเราจะได้โดดเด่น ภาพนี้ไม่ใช้ขาตั้งกล้อง แต่อาศัยมือนิ่งครับ ฮาฮาฮา!
ภาพที่ 2 : ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายภาพ Portrait ใบหน้าเจ้าตั๊กแตนตำข้าว ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อเปรียบเทียบกับภาพที่ 1 จะเห็นว่า เลนส์มาโครแท้จะเข้าใกล้วัตถุได้มากกว่า และมีกำลังขยายมากกว่าใช้ Filter Close UP ครับ ภาพนี้ผมยังเปิดหน้ากล้องกว้างสุด เพื่อให้ฉากหลังละลาย
ภาพที่ 3 : ใช้เลนส์ Nikon Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายภาพแมงมุมยืนจังก้าอยู่บนเห็ด ที่ จ.นครราชสีมา อัตรากำลังขยาย detail สีสัน ของเลนส์ตัวนี้น่าประทับใจมาก ผมพยายามเลือกฉากหลังให้รกน้อยที่สุด เพื่อให้ Background ไม่รบกวนตัวแมงมุม แจ่มครับ ส่วนสีสันของเห็ดก็ช่วยให้ภาพดูมีชีวิตชีวา และมี Story ขึ้นด้วย
ภาพที่ 4 : คือใบเฟินในสวนหลังบ้านครับ ภาพนี้ถ่ายตอนเช้า แบบย้อนแสง ประมาณ 10.00 น. ตอนฤดูหนาว แดดยังเฉียงๆ อยู่ เมื่อมองย้อนแสง สีของใบเฟินจึงแจ่มกระจ่างขึ้นมา ฉากหลังก็เลย OUT ไปด้วยสีขาวของไอแดดอุ่น ภาพนี้ใช้เลนส์ Nikon 50 mm. + Filter Close UP 4T เปิดหน้ากล้อง f2 ให้อารมณ์กึ่งมาโครดี แต่ถ้าจะเข้าใกล้ถึงระดับสปอร์ของใบเฟินล่ะก็ ต้องรูปที่ 5 ครับ
ภาพที่ 5 : ภาพนี้ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ของ Nikon ครับ เปิดหน้ากล้องกว้างๆ ตามสไตล์ที่ชอบ แต่ในส่วนกลางภาพที่ต้องการโฟกัสให้คม ก็ต้องไม่พลาดเลยนะ ไม่งั้นจบเห่ทั้งภาพ! ฉากหลังผมเลือกให้เป็นพื้นสีเขียวโล่งๆ เพื่อไม่ให้กวน detail ส่วนหน้าครับ จะเห็นว่าเลนส์มาโครแท้ ให้อัตรากำลังขยายได้มากกว่าภาพที่ 4 ซึ่งใช้เพียง Filter Close UP ช่างภาพคนไหนชอบแบบไหน ก็เลือกเอาได้เลยนะ
ภาพที่ 6 : นี่ก็เป็นอีกภาพที่ผมชอบ ถ่ายจาก จ.เชียงใหม่เมื่อหลายปีก่อน พอดีเดินเที่ยวอยู่ใวัด แต่ตาดันไปเห็นมดเดินต้วมเตี้ยมอยู่บนใบเฟินอ่อนของเฟินข้าหลวงหลังลาย โชคร้าย วันนั้นไม่ได้เอาเลนส์ Macro 105 mm. ไป จึงใช้มุขเก่าคือ เลนส์ 50 mm. f1.4 + Filter Close UP 4T แม้อัตราขยายจะไม่ได้ 1 : 1 แต่ก็ OK ครับ ถือว่าน่าพอใจ เพราะยังเห็นม้วนใบเฟินกับมดตัวน้อย คือรู้ว่ามันกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน
และเช่นเคย ผมไม่ลืมเลือกฉากหลังที่ไม่รบกวนภาพครับ นี่คือหลักสำคัญประการหนึ่งของ Macro
ภาพที่ 7 : ออกจะเป็นภาพแนว Art หรือกึ่ง Abstract (นามธรรม) หรือเป็น Graphic หน่อยๆ นะครับ คือใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายภาพระยะใกล้ให้เห็นเส้นโครงร่างของใบไม้ที่กำลังผลัดใบ เปลี่ยนสี ก่อนปลิดปลิวร่วงหล่นจากต้น ภาพนี้ถ่ายย้อนแสงครับ คือหันกล้องสู้ฟ้า มีพระอาทิตย์อยู่ตรงหน้า มีใบไม้กั้นกลางกล้องกับดวงอาทิตย์ วิธีนี้ทำให้สีของใบไม้ใสกระจ่างขึ้นมา และช่วยโชว์ detail เส้นโครงร่างใบไม้ให้ชัดเจนขึ้น ไม่ต้องใช้แสงแฟลชเลยครับ ฮาฮาฮา
ภาพที่ 8 : ความงามของดอกบัวบานยามเช้ามักดึงดูดให้ถ่ายภาพมาโครได้เสมอเลยล่ะครับ ภาพนี้ถ่ายที่บ้านกรุงเทพฯ ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายเจาะลงไปตรงกลางเกสรดอกบัว แต่ไม่เข้าใกล้เกินไป (จริงๆ ยังเข้าใกล้เกสรตรงกลางได้มากกว่านี้ แต่ผมชอบภาพหลวมๆ ประมาณนี้ครับ) เปิดหน้ากล้องกว้างๆ ให้ชัดเฉพาะเกสรตรงกลาง ที่เหลือเบลอ ให้อารมณ์ภาพฟุ้งฝัน เป็นการโชว์ Form และ Colour ของดอกบัวครับ
ภาพที่ 9 : ภาพนี้ได้มาตอนไปเที่ยวลาวเมื่อ 2 ปีก่อนครับ ที่หลวงพระบาง เป็นภาพดอกชบาที่หน้ารีสอร์ทนั่นเอง แต่ผมไม่ได้เอาเลนส์ Macro ไป เลยใช้เลนส์ Nikon 50 mm. f1.4 + Filter Close UP 4T เปิดหน้ากล้องประมาณ f2 โฟกัสเฉพาะส่วนปลายพู่เกสรที่ห้อยออกมาจากกลีบดอกด้านหลัง ให้อารมณ์ภาพ Art Art Out Out ดีครับ ชอบๆๆๆๆๆๆๆ
ภาพที่ 10 : เป็นภาพมาโครที่ผมชอบมากที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตตัวเอง เพราะผมว่ามัน Art ดี ภาพนี้ได้มาจาก จ.นครพนม เมื่อปี 2011 ครับ ถ่ายตอนหน้าฝนที่วัดอะไรจำไม่ได้แล้ว ใช้ Filter Close Up 4T + เลนส์ Nikon 50 mm. f1.4 โดยภาพนี้กล้าหาญมาก เปิด f1.4 เลย จึงชัดเฉพาะหยดน้ำ อีกทั้งได้ขอบภาพดำมาด้วย ทำให้ภาพไม่แบน มีส่วนมืด ส่วนสว่าง ไล่โทนสีกัน แจ่มอีกเช่นเคยครับ ชอบๆๆๆๆๆ
ภาพที่ 11 : ถ้าขยันตื่นแต่เช้าตรู่ ก็จะได้ภาพมาโครพร้อมหยดน้ำค้างครับ แต่รูปนี้ไม่ใช่ตื่นเช้าธรรมดานะ เพราะเป็นเช้าหน้าฝนที่อากาศน่านอนมาก!!! ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ถ่ายภาพเจ้าแมงมุมตัวจิ๋ว ที่มีหยดน้ำฝนและหยดน้ำค้างผสมกันอยู่บนใยของมัน การเข้าหาแมงมุมต้องช้ามากๆ หยุดเป็นระยะๆ พอได้ระยะห่างตามต้องการ ก็เริ่มโฟกัส แต่เจอปัญหามีหยดน้ำเยอะ เลนส์วิ่งไม่หยุด โฟกัสไม่ได้ใน Mode Auto จึงเปลี่ยนมาใช้ Mode Manual แทนครับ คราวนี้เปิดหน้ากล้องกว้างๆ เพื่อให้หยดน้ำเบลอเป็นวงกลมสวย แต่ส่วนหัวของแมงมุมชัดพอ ชอบอีกแล้ว ชอบๆๆๆๆๆ
ภาพที่ 12 : เวลาไปเดินเที่ยวป่าดิบแถบภาคใต้ ก็มักจะได้ภาพมาโครสวยๆ แปลกๆ กลับมาเสมอครับ โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี ภาพนี้เป็นจักจั่นงวง ซึ่งเผยปีกในโผล่ออกมา (สีฟ้าดำ) ปีกในนี้ใช้กระพือช่วยให้บินได้ ส่วนปีกนอกที่แข็งๆ สีเขียวลายจุดเหลืองนั้น ไม่ได้ใช้บิน แต่ใช้ปกป้องปีกในไม่ให้ฉีกขาดครับ ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 ทำให้ฉากหลังละลายไปเลย
ภาพที่ 13 : นี่ก็เป็นจักจั่นงวงอีกชนิดครับ เจ้านี่พบที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้ภาพมาเมื่อหน้าฝนปี 2011 ใช้เลนส์ Macro 105 mm. f2.8 โดยใช้มือถือครับ ไม่ได้ใช้ขาตั้ง ค่อยๆ ขยับเข้าหามันช้าๆ สลับกับหยุดนิ่ง พอได้ระยะก็โฟกัสมือ (Mode Manual) ไปที่ดวงตาและงวงของมัน ผมเลือกใช้หน้ากล้องกว้างๆ เพื่อให้ฉากหลังละลาย แลกกับ detail บนตัวมันที่ต้องสูญเสียไป
สรุปว่า การถ่ายภาพ Macro แบบแสงธรรมชาตินั้น สามารถทำได้ทั้งตามแสงและย้อนแสง สามารถถ่ายภาพได้ทั้งด้วยมือและใช้ขาตั้งกล้อง สามารถกระทำได้ทั้งด้วยการเปิดหน้ากล้องกว้างและแคบ ไม่มีหลักตายตัวครับ ที่สำคัญอีกอย่างคือ การเลือกฉากหลัง (Background) ต้องส่งเสริมให้วัตถุที่ต้องเก็บภาพ (Subject) โดดเด่น สามารถใช้ได้ทั้งการถ่ายแบบ Auto Focus และ Manual Focus แล้วแต่ว่าด้านหน้าเลนส์มีอะไรขวางอยู่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การฝึกฝน ชั่วโมงบิน และการพิจารณาของช่างภาพแต่ละคนครับ
ไม่มีถูกผิดหรอก ความสวยของแต่ละคนต่างกัน อย่าเครียดเลย ถ่ายภาพให้สนุก เดี๋ยวออกมาสวยเอง เชื่อผมเถอะครับ ฮาฮาฮา
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
Nikon ทะยานสู่ห้วงอวกาศพร้อม NASA
มีกล้องไม่กี่รุ่น ไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้นที่ได้รับคัดเลือกโดยองค์การ NASA ของสหรัฐฯ ให้เดินทางพร้อมยานอวกาศ และกระสวยอวกาศออกไปนอกโลก Nikon คือหนึ่งในนั้น ที่ NASA ไว้ใจ และเลือกใช้มาตลอด เพราะความทนทานและเชื่อใจได้ในทุกสภาวะอย่างแท้จริง ไม่ว่านั่นจะเป็นสภาวะไร้น้ำหนัก หนาวจนอุณหภูมิติดลบ รุนแรงด้วยรังสีต่างๆ นานาในห้วงอวกาศ แต่กล้อง Nikon ก็ทำงานได้อย่างเที่ยงตรงเสมอ
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 กล้อง Nikon Photometic FTN ก็เดินทางออกไปพร้อมยาวอวกาศ Apollo 15 ต่อด้วยรุ่น F3 (Big Camera) ในปี ค.ศ.1980 รุ่น F3 (Small Camera) พร้อมกระสวยอวกาศ Columbia ในปี ค.ศ. 1981 จากนั้น Nikon ก็ยังสานฝันการสำรวจจักรวาลด้วยรุ่น F4 เมื่อปี ค.ศ.1991 และ F5 เมื่อปี ค.ศ. 1999 ออกนอกโลกไปพร้อมกระสวยอวกาศ Discovery นี่คือยุคกล้องฟิล์มของ Nikon อันรุ่งเรืองสุดขีด
กระทั่งยุค Digital ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทแทน กล้อง Nikon D2Xs จึงถูกนำไปใช้บนกระสวยอวกาศ เมื่อปี ค.ศ. 2008 กระทั่งมาถึงปี ค.ศ. 2009-2010 ที่สุดยอดกล้องดิจิตอลอย่าง D3s และ D3x ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อใช้สุดยอดเทคโนโลยีของมัน เก็บภาพห้วงอวกาศ ดวงดาว ระบบสุริยะ ภารกิจของนักบินอวกาศ และอื่นๆ อีกมากมาย มาฝากมวลมนุษยชาติ เพื่อการพัฒนาและเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง นี่ล่ะครับภารกิจสำคัญของ Nikon ที่เราภาคภูมิใจ
สนใจชมภาพแบบเต็มๆ ได้ตาม link Youtube ด้านล่างนี้ครับผม
http://www.youtube.com/watch?v=_26lMGL57rA
วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554
COOLPIX AW100 ตัวจริงสำหรับนักผจญภัย
หลังจากเปิดตัวมาได้พักใหญ่ ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้สัมผัสตัวจริงเสียงจริงของเจ้า Nikon COOLPIX AW100 กล้องคอมแพ็กอัจฉริยะตัวใหม่ของ Nikon ซึ่งดูรูปลักษณ์แล้วก็บอกได้ทันทีเลยว่า ช่างเหมาะกับ Life Style ของนักเดินทาง นักผจญภัย นักสำรวจ และผู้ที่รักการใช้ชีวิตท่ามกลางสายลมแสงแดดของโลกกว้างใบนี้
เพราะอะไรน่ะหรือครับ? ก็เพราะ Nikon COOLPIX AW100 ถูกออกแบบและสร้างมาให้แกร่ง ทนทาน ต่อการกันน้ำลึกถึง 10 เมตร! กันการกระแทกเมื่อตกจากที่สูง 1.5 เมตร และทนทานต่ออุณหภูมิหนาวเย็น ติดลบ 10 องศาเซลเซียส! นี่แค่เริ่มต้นนะครับ
ยิ่งกว่านั้น เจ้านี่ยังจิ๋วแต่แจ๋ว เพราะบันทึกภาพพร้อมด้วยพิกัดดาวเทียม GPS (Global Positioning System) อีกต่างหาก และยังมีเข็มทิศอิเล็คทรอนิกส์ บวกกับแผนที่โลกในตัว ช่างเพียบพร้อมอะไรอย่างนี้ felling แรกที่ได้จับถือ ต้องบอกว่าเหมาะมือมากๆ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปสำหรับกล้องคอมแพ็ก วัสดุที่ใช้รวมถึงการประกอบ และผิวสัมผัส ให้ความรู้สึกหนักแน่นมั่นคง บึกบึน และทนทาน ซึ่งผมว่านี่คือเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ Nikon เลยก็ว่าได้
ในส่วนของการบันทึกภาพ ไฟล์ก็ละเอียดถึง 16 ล้านพิเซล ด้วยเซนเซอร์ CMOS มีเลนส์ซูม 5x แบบออพติคัล เป็นเลนส์ซูมมุมกว้าง (Wide Angle) สารพัดประโยชน์ขนาด 28-140 mm. .ใช้ถ่ายภาพได้ตั้งแต่วิวทิวทัศน์ บุคคล ไปจนถึงการซูมสิ่งที่อยู่ระยะไกล เพื่อจัดองค์ประกอบภาพให้ดูกระชับขึ้นครับ ส่วนหน้าจอแสดงผลด้านหลังก็ใหญ่สะใจถึง 3 นิ้ว สีสันอิ่มตัว เช็คภาพได้ทันทีแบบเต็มตาเลยครับ แถมยังมีค่าความไวแสง (ISO) ให้เลือกตั้งแต่ 125-3200 (Auto 125-800) ด้วย แหม รู้ใจจริงๆ
มีให้เลือกใช้กัน 4 สีครับ คือ ดำขรึม น้ำเงินหล่อ ส้มจี๊ดจ๊าด และลายพรางแบบทหารเท่ห์ๆ ด้วยสนนราคาสุด HOT! แค่ 12,990 บาทเท่านั้น สนใจลองสัมผัสของจริง หรือเป็นเจ้าของได้ที่ตัวแทนจำหน่ายกล้องชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อ Nikon Sales (Thailand) Co., Ltd. โทร. 0-2633-5191
ดีใจด้วยครับ สำหรับนักผจญภัยทุกคนที่จะมีกล้องคู่ใจตัวใหม่แล้ว ฮาฮาฮา...
Nikon Sales (Thailand) Co., Ltd.
สาวก Nikon ที่มีอุปกรณ์เริ่มป่วย เริ่มรวน ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจ ช่วยซ่อมโดยด่วน ไม่ต้องตกใจ ให้รีบไปที่ บริษัท Nikon Sales (Thailand) Co., Ltd. อยู่เลขที่ 195 ตึก Empire Tower ชั้น 45 (ด้านปีกตะวันออก หรือ Wing East) ถนนสาธรใต้ ยานนาวา เขตสาธร กรุงเทพฯ 10120
หรือ โทร. สอบถามได้ที่ 0-2633-5100 แฟ็กซ์ 0-2633-5191 เวลาทำการของออฟฟิศ วันจันทร์-ศุกร์ 08.30-17.30 น. หรือเข้าเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.nikon.co.th
บริษัท Nikon Sales (Thailand) co., Ltd. เปิดดำเนินการเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการขาย การตลาด และบริการหลังการขาย (ซ่อม) ให้แก่ลูกค้า Nikon ทุกท่านด้วยความเต็มใจ
มร. เคนจิ คุมาคิ ประธานบริษัท Nikon Sales ประเทศไทย (จำกัด) เปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554
10 เหตุผล ทำไมต้อง Nikon? (10 Reasons Why Nikon?)
1. เหตุผลข้อแรกที่ผมเลือกใช้ Nikon มาตลอด 10 ปีของการถ่ายภาพ อันนี้เป็นเหตุผลที่ค่อนข้างส่วนตัวล้วนๆ ฮาฮาฮา เพราะผมว่า Nikon เป็นกล้องที่ "SEXY" เอามากๆครับ!!! เปรียบเทียบสำหรับผม Nikon เหมือนกับสาว Pretty ที่งามเอามากๆ ทั้งด้วยรูปลักษณ์ การสัมผัส การใช้งาน สวยทุกมุมมอง แถมเธอคนนี้ยังสวยทั้งรูป จูบก็หอมด้วย ยิ่งอยู่กับเธอผมจึงยิ่งรักมากขึ้นทุกวันๆ
2. Nikon เป็นกล้องที่ทนทรหดอย่างถึงที่สุดในทุกสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศของโลก ทั้งตัว Body กล้อง และเลนส์ ผมเคยนำกล้อง Nikon D200 ขึ้นไปถ่ายบนยอดเขาหิมะที่ประเทศ Switzerland เมื่อปี ค.ศ. 2008 ภายใต้อุณหภูมิ -15 องศาเซลเซียส กล้องยังทำงานปกติมาก สุดยอด! อีกครั้งไปเที่ยวที่เมือง Leh แคว้น Ladakh ทางอินเดียตอนเหนือ อุณหภูมิในทุ้งเวิ้งว้างและแห้งแล้งร้อนประมาณ 40 องศาเซลเซียสในตอนกลางวัน ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย ทำให้สบายใจมากในการทำงาน ในภาพภาคสนาม ภาพข้างบนนี้ผมบินถ่ายภาพที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แม้แต่บนฟากฟ้า Nikon ก็ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังครับ
3. Nikon เป็นกล้องและเลนส์ที่ทราบกันดีว่า "ให้ภาพสีสันสดใส" สีจัดจ้าน และ Contrast (ค่าความต่างของส่วนสว่างสุดและมืดสุดในภาพ) ค่อนข้างมาก ภาพออกมาจึงดูสดใส มีชีวิตชีวา เก็บสีได้เยี่ยมยอด เข้ากับสไตล์การถ่ายภาพและความชอบส่วนตัวของผมครับ ซึ่งคิดว่าช่างภาพอีกหลายๆ คนทั่วโลก ก็ติดใจคุณสมบัติยอดเยี่ยมข้อนี้ของ Nikon ภาพด้านบนนี้ ผมใช้กล้อง D3s ติดเลนส์ 70-200 mm. f2.8 VR I ถ่ายภาพดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ ในฤดูหนาวเดือนธันวาคม 2011 ครับ สีอิ่มตัวสุดๆ เลย
4. เป็นที่ทราบกันดีว่า Lens ถ่ายภาพของ Nikon แทบจะทุกรุ่น โดยเฉพาะเลนส์ซูม เลนส์เทเล และเลนส์ซุปเปอร์เทเลที่ใช้ถ่ายภาพระยะไกล จำพวกภาพสัตว์ป่าและภาพกีฬานั้น "โฟกัสได้ฉับไวมากๆ" ในเสี้ยววินาที ยิ่งทำงานกับระบบ Focus 51 จุด และระบบ Focus Tracking System ติดตามวัตถุ ของกล้องโปรตระกูล D3, D3s, D3x ด้วยแล้ว หายห่วง ในภาพด้านบน ผมใช้เลนส์ 500 mm. f4 VRII Nano ของ Nikon ถ่ายภาพเหยี่ยวอพยพผ่านเขาดินสอ ที่จ.ชุมพร เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2011 แม้เหยี่ยวจะบินฉวัดเฉวียนปานใด ก็ไม่อาจรอดพ้นสุดยอดการ Focus ไปได้
5. Nikon เป็นกล้องที่พัฒนาตัว sensor รับภาพได้ยอดเยี่ยม (แม้จะไม่ได้ผลิตเอง) แต่เซนเซอร์ CMOS ที่ใช้ในกล้องโปรทุกรุ่น ก็สามารถเร่ง ISO ได้สูงปรี๊ด เรียกว่า ใช้มือถือกล้องถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยมากๆ ได้ ในขณะที่ไฟล์ภาพที่ได้นั้นมีสัญญาณรบกวน (Noise) ต่ำมาก (Very Low Noise at High ISO) ตัวอย่างภาพด้านบนนี้ ผมใช้กล้อง D3s ติดเลนส์ 14-24 mm. f2.8 Nano ถ่ายงานไหลเรือไฟที่ จ.นครพนม ปี 2011 เวลาประมาณเกือบห้าทุ่มแล้ว ทดลองเร่ง ISO ไปที่ 6400 แล้วถ่ายโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง ภาพที่ได้ยังออกมางดงาม ไม่สั่นไหว และแทบไม่มี Noise ปรากฏให้เห็นเลย มหัศจรรย์จริงๆ! ผลตรงนี้น่าจะมาจาก การที่วิศวกรของ Nikon ไม่อัดจำนวน pixel ที่มากเกินไปลงบนตัวเซนเซอร์ Full Frame แม้แต่องค์การ NASA ของสหรัฐฯ ยังสั่งกล้อง D3s ขึ้นไปใช้ถ่ายภาพบนยานอวกาศเลย เพราะเป็นกล้องที่แทบไม่มี Noise เลย
6. Nikon เป็นกล้องที่สามารถถ่ายภาพในสถานการณ์ที่แทบจะมืดสนิท (Available Darkness) ได้อย่างน่าทึ่ง! ทำให้ช่างภาพถึงกับงุนงงไปเลย เมื่อเร่ง ISO เกิน 6400 ไปแล้ว ก็ยังมีค่า ISO Hi1, Hi2, Hi3 เทียบเท่า ISO 124000 โอ้วแม่เจ้า! ในภาพด้านบน ผมใช้กล้อง D3 กับเลนส์ 20 mm. f2.8 ใช้มือถือถ่ายหิ่งห้อยที่แม่น้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี เพราะในเรือไม่มีที่ให้ตั้งขาตั้งกล้องได้ เรือก็โคลงตลอดเวลา หรือถ้ายิงไฟแฟลช์ออกไปก็จะกลบแสงหิ่งห้อยหมด เกิดเงาแข็งโป๊กไม่งาม หลังจาก Retouch ภาพอีกเล็กน้อยภายหลัง ก็ได้ภาพหิ่งห้อยในความมืด บวกกับแสงจันทร์สลัวๆ อยู่ด้านหลัง มหัศจรรย์จริงๆ!
7. Nikon ได้พัฒนาเลนส์นาโน (Nano Lens) ขึ้นมา จากการวิจัยและทำงานหนักหลายปี เกี่ยวกับเรื่อง Semiconductor ซึ่เมื่อเคลือบชิ้นเลนส์ที่ดีอยู่แล้วเสริมเข้าไปอีก ก็จะได้ชิ้นเลนส์ Nano ที่ลดการสะท้อนแสงกลับ ถ่ายทอดสีสันสดใส จับทุกรายละเอียด ให้ภาพคมชัดมากๆ ในกรณีถ่ายย้อนแสงก็จะทำให้เกิดอาการแฟลร์ (Flare) น้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย เมื่อนำเลนส์ Nano มาใช้กับกล้อง Full Frame ก็จะสร้างสรรค์สุดยอดภาพได้ตามใจปรารถนาเลยล่ะครับ ภาพบนนี้ผมถ่ายดอกซากุระที่ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนธันวาคม 2011 ด้วยกล้อง D3s และเลนส์ 14-24 mm. f2.8 Nano ครับ
8. อีกเหตุผลที่ทำให้ผมเลือกใช้กล้อง-เลนส์ ของ Nikon มาตลอด ก็เนื่องจาก Nikon เขาออกแบบปุ่ม เมนู และฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ไว้ให้เราได้เห็น กด หมุน เลื่อน อย่างง่ายดาย ข้อดีตรงนี้เรียกในศัพท์เทคนิคว่า Best Ergonomic Design การใช้งานจึงฉับไว อาทิ ปุ่มเลือกค่า ISO, White Balance, Image Quality, Mode, Display และอื่นๆ ได้ถูกแยกเป็นปุ่มต่างหากไว้ให้เห็นได้ชัด ทั้งด้านบนและหลัง Body กล้อง ปรับเปลี่ยนค่าได้รวดเร็วทันใจ ซึ่งบางสถานการณ์ ภาพบางภาพอาจผ่านเข้ามาในชีวิตเราเพียงครั้งเดียว! เหตุผลข้อนี้เองจึงทำให้ผมวางใจ Nikon มาก
9. Nikon เลนส์ มีระบบช่วยลดการสั่นสะเทือนของภาพ หรือ VR I (เพิ่ม speed ให้ได้อีก 2 stop) และล่าสุดยังมีระบบ VR II (เพิ่ม speed ให้อีก 4 stop อย่างน่าอัศจรรย์!) ในบางสถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็ว สภาพแสงต่ำ แต่ไม่สามารถใช้ขาตั้งกล้องได้ หากไม่ต้องการเร่ง ISO มากเกินไป ก็สามารถเปิดระบบ VR (Vibration Reduction) ที่ด้านข้างกระบอกเลนส์ได้ ในภาพด้านบน ผมนำเลนส์ AF-S 500 mm. f4 Nano ED VR ลงเรือเล็กไปตามถ่ายภาพวาฬบรูด้า ที่ จ.เพชรบุรี เมื่อเดือนตุลาคม 2011 เรือแล่นตลอดเวลา ตั้งขาสามขา (Tripod) ก็ไม่ได้ ขาตั้งกล้องเดี่ยว (Monopod) ก็ไม่มี เลยต้องใช้วิธีถือถ่ายแบบอิสระ (Freehand) ยกเลนส์ขึ้นแบบนี้ แต่ระบบ VR ก็ช่วยให้ผมได้ภาพมาอย่างคบกริบทีเดียว!!!
10. Nikon เป็น Brand ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สำหรับตัวผม ฟังก์ชั่นหลักๆ ที่กล้องบันทึกภาพควรทำได้ Nikon ก็มอบมาให้แล้วอย่างเต็มเปี่ยม เราต้องยอมรับกันว่า หลายเมนูในกล้องรุ่นใหม่ๆ ช่างภาพก็ไม่ได้ใช้ครับ! แค่รู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่ได้ใช้งาน สำหรับคนที่เริ่มต้นจากการถ่ายภาพด้วย Film Slide อย่างผม คิดว่า ความเรียบง่าย ความธรรมดา ความสามัญ ของตัวกล้องและโหมดการใช้งาน เพิ่มด้วยมุมมองศิลปะ การจัดองค์ประกอบภาพเข้าไป ก็ทำให้ได้ภาพสวยที่มีเรื่องราว สื่อสารกับคนดูได้ และดูภาพแล้วเกิดแรงบันดาลใจ Nikon ไม่เคยละเลยการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันตลาดโลกที่กำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลงทุกขณะ
ด้วยเหตุผลทั้ง 10 ข้อนี้ Nikon จึงเป็น Brand ที่จะอยู่ในใจผมตลอดไป
2. Nikon เป็นกล้องที่ทนทรหดอย่างถึงที่สุดในทุกสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศของโลก ทั้งตัว Body กล้อง และเลนส์ ผมเคยนำกล้อง Nikon D200 ขึ้นไปถ่ายบนยอดเขาหิมะที่ประเทศ Switzerland เมื่อปี ค.ศ. 2008 ภายใต้อุณหภูมิ -15 องศาเซลเซียส กล้องยังทำงานปกติมาก สุดยอด! อีกครั้งไปเที่ยวที่เมือง Leh แคว้น Ladakh ทางอินเดียตอนเหนือ อุณหภูมิในทุ้งเวิ้งว้างและแห้งแล้งร้อนประมาณ 40 องศาเซลเซียสในตอนกลางวัน ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย ทำให้สบายใจมากในการทำงาน ในภาพภาคสนาม ภาพข้างบนนี้ผมบินถ่ายภาพที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แม้แต่บนฟากฟ้า Nikon ก็ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังครับ
3. Nikon เป็นกล้องและเลนส์ที่ทราบกันดีว่า "ให้ภาพสีสันสดใส" สีจัดจ้าน และ Contrast (ค่าความต่างของส่วนสว่างสุดและมืดสุดในภาพ) ค่อนข้างมาก ภาพออกมาจึงดูสดใส มีชีวิตชีวา เก็บสีได้เยี่ยมยอด เข้ากับสไตล์การถ่ายภาพและความชอบส่วนตัวของผมครับ ซึ่งคิดว่าช่างภาพอีกหลายๆ คนทั่วโลก ก็ติดใจคุณสมบัติยอดเยี่ยมข้อนี้ของ Nikon ภาพด้านบนนี้ ผมใช้กล้อง D3s ติดเลนส์ 70-200 mm. f2.8 VR I ถ่ายภาพดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ ในฤดูหนาวเดือนธันวาคม 2011 ครับ สีอิ่มตัวสุดๆ เลย
4. เป็นที่ทราบกันดีว่า Lens ถ่ายภาพของ Nikon แทบจะทุกรุ่น โดยเฉพาะเลนส์ซูม เลนส์เทเล และเลนส์ซุปเปอร์เทเลที่ใช้ถ่ายภาพระยะไกล จำพวกภาพสัตว์ป่าและภาพกีฬานั้น "โฟกัสได้ฉับไวมากๆ" ในเสี้ยววินาที ยิ่งทำงานกับระบบ Focus 51 จุด และระบบ Focus Tracking System ติดตามวัตถุ ของกล้องโปรตระกูล D3, D3s, D3x ด้วยแล้ว หายห่วง ในภาพด้านบน ผมใช้เลนส์ 500 mm. f4 VRII Nano ของ Nikon ถ่ายภาพเหยี่ยวอพยพผ่านเขาดินสอ ที่จ.ชุมพร เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2011 แม้เหยี่ยวจะบินฉวัดเฉวียนปานใด ก็ไม่อาจรอดพ้นสุดยอดการ Focus ไปได้
5. Nikon เป็นกล้องที่พัฒนาตัว sensor รับภาพได้ยอดเยี่ยม (แม้จะไม่ได้ผลิตเอง) แต่เซนเซอร์ CMOS ที่ใช้ในกล้องโปรทุกรุ่น ก็สามารถเร่ง ISO ได้สูงปรี๊ด เรียกว่า ใช้มือถือกล้องถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยมากๆ ได้ ในขณะที่ไฟล์ภาพที่ได้นั้นมีสัญญาณรบกวน (Noise) ต่ำมาก (Very Low Noise at High ISO) ตัวอย่างภาพด้านบนนี้ ผมใช้กล้อง D3s ติดเลนส์ 14-24 mm. f2.8 Nano ถ่ายงานไหลเรือไฟที่ จ.นครพนม ปี 2011 เวลาประมาณเกือบห้าทุ่มแล้ว ทดลองเร่ง ISO ไปที่ 6400 แล้วถ่ายโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง ภาพที่ได้ยังออกมางดงาม ไม่สั่นไหว และแทบไม่มี Noise ปรากฏให้เห็นเลย มหัศจรรย์จริงๆ! ผลตรงนี้น่าจะมาจาก การที่วิศวกรของ Nikon ไม่อัดจำนวน pixel ที่มากเกินไปลงบนตัวเซนเซอร์ Full Frame แม้แต่องค์การ NASA ของสหรัฐฯ ยังสั่งกล้อง D3s ขึ้นไปใช้ถ่ายภาพบนยานอวกาศเลย เพราะเป็นกล้องที่แทบไม่มี Noise เลย
6. Nikon เป็นกล้องที่สามารถถ่ายภาพในสถานการณ์ที่แทบจะมืดสนิท (Available Darkness) ได้อย่างน่าทึ่ง! ทำให้ช่างภาพถึงกับงุนงงไปเลย เมื่อเร่ง ISO เกิน 6400 ไปแล้ว ก็ยังมีค่า ISO Hi1, Hi2, Hi3 เทียบเท่า ISO 124000 โอ้วแม่เจ้า! ในภาพด้านบน ผมใช้กล้อง D3 กับเลนส์ 20 mm. f2.8 ใช้มือถือถ่ายหิ่งห้อยที่แม่น้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี เพราะในเรือไม่มีที่ให้ตั้งขาตั้งกล้องได้ เรือก็โคลงตลอดเวลา หรือถ้ายิงไฟแฟลช์ออกไปก็จะกลบแสงหิ่งห้อยหมด เกิดเงาแข็งโป๊กไม่งาม หลังจาก Retouch ภาพอีกเล็กน้อยภายหลัง ก็ได้ภาพหิ่งห้อยในความมืด บวกกับแสงจันทร์สลัวๆ อยู่ด้านหลัง มหัศจรรย์จริงๆ!
7. Nikon ได้พัฒนาเลนส์นาโน (Nano Lens) ขึ้นมา จากการวิจัยและทำงานหนักหลายปี เกี่ยวกับเรื่อง Semiconductor ซึ่เมื่อเคลือบชิ้นเลนส์ที่ดีอยู่แล้วเสริมเข้าไปอีก ก็จะได้ชิ้นเลนส์ Nano ที่ลดการสะท้อนแสงกลับ ถ่ายทอดสีสันสดใส จับทุกรายละเอียด ให้ภาพคมชัดมากๆ ในกรณีถ่ายย้อนแสงก็จะทำให้เกิดอาการแฟลร์ (Flare) น้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย เมื่อนำเลนส์ Nano มาใช้กับกล้อง Full Frame ก็จะสร้างสรรค์สุดยอดภาพได้ตามใจปรารถนาเลยล่ะครับ ภาพบนนี้ผมถ่ายดอกซากุระที่ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนธันวาคม 2011 ด้วยกล้อง D3s และเลนส์ 14-24 mm. f2.8 Nano ครับ
8. อีกเหตุผลที่ทำให้ผมเลือกใช้กล้อง-เลนส์ ของ Nikon มาตลอด ก็เนื่องจาก Nikon เขาออกแบบปุ่ม เมนู และฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ไว้ให้เราได้เห็น กด หมุน เลื่อน อย่างง่ายดาย ข้อดีตรงนี้เรียกในศัพท์เทคนิคว่า Best Ergonomic Design การใช้งานจึงฉับไว อาทิ ปุ่มเลือกค่า ISO, White Balance, Image Quality, Mode, Display และอื่นๆ ได้ถูกแยกเป็นปุ่มต่างหากไว้ให้เห็นได้ชัด ทั้งด้านบนและหลัง Body กล้อง ปรับเปลี่ยนค่าได้รวดเร็วทันใจ ซึ่งบางสถานการณ์ ภาพบางภาพอาจผ่านเข้ามาในชีวิตเราเพียงครั้งเดียว! เหตุผลข้อนี้เองจึงทำให้ผมวางใจ Nikon มาก
9. Nikon เลนส์ มีระบบช่วยลดการสั่นสะเทือนของภาพ หรือ VR I (เพิ่ม speed ให้ได้อีก 2 stop) และล่าสุดยังมีระบบ VR II (เพิ่ม speed ให้อีก 4 stop อย่างน่าอัศจรรย์!) ในบางสถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็ว สภาพแสงต่ำ แต่ไม่สามารถใช้ขาตั้งกล้องได้ หากไม่ต้องการเร่ง ISO มากเกินไป ก็สามารถเปิดระบบ VR (Vibration Reduction) ที่ด้านข้างกระบอกเลนส์ได้ ในภาพด้านบน ผมนำเลนส์ AF-S 500 mm. f4 Nano ED VR ลงเรือเล็กไปตามถ่ายภาพวาฬบรูด้า ที่ จ.เพชรบุรี เมื่อเดือนตุลาคม 2011 เรือแล่นตลอดเวลา ตั้งขาสามขา (Tripod) ก็ไม่ได้ ขาตั้งกล้องเดี่ยว (Monopod) ก็ไม่มี เลยต้องใช้วิธีถือถ่ายแบบอิสระ (Freehand) ยกเลนส์ขึ้นแบบนี้ แต่ระบบ VR ก็ช่วยให้ผมได้ภาพมาอย่างคบกริบทีเดียว!!!
10. Nikon เป็น Brand ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สำหรับตัวผม ฟังก์ชั่นหลักๆ ที่กล้องบันทึกภาพควรทำได้ Nikon ก็มอบมาให้แล้วอย่างเต็มเปี่ยม เราต้องยอมรับกันว่า หลายเมนูในกล้องรุ่นใหม่ๆ ช่างภาพก็ไม่ได้ใช้ครับ! แค่รู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่ได้ใช้งาน สำหรับคนที่เริ่มต้นจากการถ่ายภาพด้วย Film Slide อย่างผม คิดว่า ความเรียบง่าย ความธรรมดา ความสามัญ ของตัวกล้องและโหมดการใช้งาน เพิ่มด้วยมุมมองศิลปะ การจัดองค์ประกอบภาพเข้าไป ก็ทำให้ได้ภาพสวยที่มีเรื่องราว สื่อสารกับคนดูได้ และดูภาพแล้วเกิดแรงบันดาลใจ Nikon ไม่เคยละเลยการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันตลาดโลกที่กำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลงทุกขณะ
ด้วยเหตุผลทั้ง 10 ข้อนี้ Nikon จึงเป็น Brand ที่จะอยู่ในใจผมตลอดไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


































